ประกันสังคมสำหรับพนักงานโรงแรม ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง? ปี 2026

โดย ทีมงาน งานโรงแรมและงานบริการ · เผยแพร่ 2026-10-31 · อัปเดต 2026-11-05

ประกันสังคมสำหรับพนักงานโรงแรมตามมาตรา 33 หักเท่าไร เพดานค่าจ้างใหม่ปี 2569 คุ้มครอง 7 กรณีมีอะไรบ้าง ต่างจากกองทุนเงินทดแทนอย่างไร พร้อมวิธีเช็กสิทธิของตัวเอง

ประกันสังคมสำหรับพนักงานโรงแรม ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง? ปี 2026 ทุกเดือนที่เห็นรายการ "หักประกันสังคม" ในสลิปเงินเดือน พนักงานโรงแรมหลายคนรู้แค่ว่าใช้หาหมอได้ แต่ไม่รู้ว่าเงินที่ถูกหักไปนั้นคุ้มครองอะไรอีกบ้าง ทั้งที่ชีวิตคนทำงานโรงแรมมีทั้งกะดึก งานยกของ งานในครัวที่เสี่ยงบาดเจ็บ และการย้ายงานตามฤดูท่องเที่ยว บทความนี้สรุปสิทธิพื้นฐานของผู้ประกันตนมาตรา 33 ตามข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม (sso.go.th) ตั้งแต่เงินสมทบปี 2569 สิทธิ 7 กรณี ความต่างจากกองทุนเงินทดแทน ไปจนถึงวิธีเช็กสิทธิของตัวเอง 1. พนักงานโรงแรมเป็นผู้ประกันตนมาตราไหน พนักงานที่เป็นลูกจ้างของโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร หรือสปา ไม่ว่าจะทำงานแผนกไหน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งเป็นภาคบังคับสำหรับลูกจ้างในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป - มาตรา 33: ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้าง นายจ้างหักเงินสมทบจากค่าจ้างและนำส่งให้ทุกเดือน คุ้มครอง 7 กรณี - มาตรา 39: คนที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แล้วออกจากงาน และสมัครส่งเงินสมทบต่อเองตามเงื่อนไข คุ้มครอง 6 กรณี (ไม่มีกรณีว่างงาน) - มาตรา 40: แรงงานนอกระบบหรืออาชีพอิสระ เลือกจ่ายเงินสมทบตามทางเลือกที่กำหนด การขึ้นทะเบียนเป็นหน้าที่ของนายจ้างตั้งแต่เริ่มงาน รายละเอียดเรื่องเอกสารวันแรกอ่านได้ในบทความเรื่องเอกสารวันเริ่มงานโรงแรมบน hotelandjobs.com 2. ปี 2569 ถูกหักเงินสมทบเท่าไร เพดานค่าจ้างเปลี่ยนแล้ว เรื่องที่พนักงานโรงแรมควรรู้ในปีนี้คือ เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบเปลี่ยนแล้ว ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 - ผู้ประกันตนมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบร้อยละ 5 ของค่าจ้าง นายจ้างจ่ายสมทบในอัตราเดียวกัน และรัฐบาลร่วมสมทบด้วย - ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 ฐานค่าจ้างต่ำสุด 1,650 บาท และสูงสุด 17,500 บาทต่อเดือน (เดิมเพดานอยู่ที่ 15,000 บาท) - ถ้าค่าจ้างเกิน 17,500 บาท จะคำนวณที่ฐาน 17,500 บาท คือถูกหักสูงสุดเดือนละ 875 บาท ถ้าค่าจ้างต่ำกว่าเพดาน คิดตามค่าจ้างจริง - กฎกระทรวงฉบับเดียวกันกำหนดให้เพดานขยับเป็น 20,000 บาท ตั้งแต่ปี 2572 และ 23,000 บาท ตั้งแต่ปี 2575 เพดานที่สูงขึ้นหมายถึงเงินสมทบที่สูงขึ้นสำหรับคนที่ค่าจ้างเกิน 15,000 บาท แต่สำนักงานประกันสังคมระบุเหตุผลว่าเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานค่าจ้าง เพราะสิทธิที่เป็นตัวเงินหลายกรณีคำนวณจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานเงินสมทบ สำหรับคนทำงานโรงแรม ควรถาม HR ด้วยว่าเงินก้อนไหนบ้างที่นับเป็นค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบ เช่น เงินเดือนฐาน ค่าตำแหน่ง หรือ Service Charge เพราะแต่ละโรงแรมจัดโครงสร้างรายได้ไม่เหมือนกัน 3. กรณีเจ็บป่วยและบาดเจ็บนอกงาน เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนที่รับบริการทางการแพทย์ - รักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในสถานพยาบาลตามสิทธิ ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ยกเว้นสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษ เช่น ห้องพิเศษ ที่ต้องจ่ายเพิ่มเอง - ถ้าแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว มีสิทธิได้เงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และไม่เกิน 180 วันต่อปี เว้นแต่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่กำหนด ได้ไม่เกิน 365 วัน - เงินทดแทนการขาดรายได้นี้ใช้กับช่วงที่ไม่ได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ส่วนวันลาป่วยที่โรงแรมจ่ายค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว ควรตรวจสอบกับ HR ว่าเริ่มนับสิทธิจากประกันสังคมเมื่อไร พนักงานที่ทำงานต่างจังหวัดหรือบนเกาะ ควรเช็กว่าสถานพยาบาลตามสิทธิของตัวเองอยู่ที่ไหน และขอเปลี่ยนได้ตามรอบที่สำนักงานประกันสังคมเปิดให้เปลี่ยน 4. กรณีคลอดบุตร เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอด - ค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง กรณีสามีภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง - ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง รวมไม่เกิน 1,500 บาท ตามช่วงอายุครรภ์ที่กำหนด - ผู้ประกันตนหญิงได้เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 90 วัน ใช้สิทธิส่วนนี้ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง 5. กรณีทุพพลภาพ เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนทุพพลภาพ ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนการขาดรายได้รายเดือนตามระดับความสูญเสีย - สูญเสียไม่รุนแรง ตั้งแต่ร้อยละ 35 แต่ไม่ถึงร้อยละ 50 ได้เงินทดแทนร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 180 เดือน - สูญเสียรุนแรง ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ได้เงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างตลอดชีวิต กรณีนี้หมายถึงทุพพลภาพที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน ถ้าเกิดจากการทำงานจะอยู่ในความคุ้มครองของกองทุนเงินทดแทนในข้อ 9 6. กรณีเสียชีวิต ถ้าผู้ประกันตนเสียชีวิตโดยไม่ได้เกิดจากการทำงาน และจ่ายเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 1 เดือน ภายใน 6 เดือนก่อนเดือนที่เสียชีวิต - ผู้จัดการศพได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท - ถ้าส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป ทายาทหรือผู้ที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายเพิ่ม จำนวนเงินขึ้นกับระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบและค่าจ้างเฉลี่ย ส่งนานกว่าได้มากกว่า - ทายาทยังมีสิทธิขอรับเงินกรณีชราภาพของผู้ประกันตนภายในระยะเวลาที่กำหนด ใครที่ยังไม่ได้ทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงิน ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมถึงวิธีทำ เพื่อให้เงินถึงมือคนที่ตั้งใจไว้ 7. กรณีสงเคราะห์บุตร เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายใน 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิ - ได้เงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 1,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน (อัตรานี้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2568) - ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนบุตรอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน - ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และสิทธิจะหยุดเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ถ้าย้ายโรงแรมหรือเปลี่ยนสถานะ ควรเช็กว่าต้องยื่นขอใช้สิทธิใหม่หรือไม่ 8. กรณีชราภาพและกรณีว่างงาน สองกรณีนี้เป็นสิทธิที่คนทำงานโรงแรมมักถามถึง เพราะเกี่ยวกับการเกษียณและการเปลี่ยนงาน กรณีชราภาพ เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง - จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเงินก้อน ตามเงินสมทบส่วนชราภาพที่จ่ายไว้ ถ้าส่งตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป รวมส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ตอบแทนด้วย - จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป ได้รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือนตลอดชีวิต ร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ทุก 12 เดือนที่ส่งเกิน 180 เดือน กรณีว่างงาน (เฉพาะมาตรา 33) ตามเอกสารเผยแพร่ของสำนักงานประกันสังคม - ลาออกเองหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดเวลาแน่นอน ได้เงินทดแทนร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วันต่อปี - ถูกเลิกจ้าง ได้เงินทดแทนร้อยละ 60 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 180 วัน - ต้องขึ้นทะเบียนว่างงานภายใน 30 วันนับแต่วันที่ออกจากงาน ผ่านระบบ e-service.doe.go.th ของกรมการจัดหางาน และรายงานตัวตามนัด พนักงานโรงแรมที่ทำสัญญาจ้างรายฤดูกาล หรือย้ายงานช่วง Low Season ควรรู้สิทธิข้อนี้ไว้ เงื่อนไขเรื่องจำนวนเดือนที่ต้องส่งเงินสมทบก่อนว่างงาน ควรเช็กกับสำนักงานประกันสังคมก่อนตัดสินใจลาออก 9. บาดเจ็บจากการทำงาน ใช้กองทุนเงินทดแทน ไม่ใช่ประกันสังคม หลายคนเข้าใจผิดว่าทุกการบาดเจ็บใช้สิทธิประกันสังคม แต่ถ้าบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน เช่น มีดบาดในครัว ลื่นล้มขณะทำความสะอาดห้อง หรือปวดหลังจากยกกระเป๋าแขก จะอยู่ในความคุ้มครองของกองทุนเงินทดแทน ซึ่งนายจ้างจ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ต้องจ่าย - ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 65,000 บาท (มีผลตั้งแต่ 25 เมษายน 2567) และอาจเพิ่มได้อีกสำหรับการบาดเจ็บที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด - ค่าทดแทนกรณีหยุดพักรักษาตัวร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน ตามเงื่อนไขและเพดานที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด - ยังมีสิทธิอื่นตามกฎหมายเงินทดแทน เช่น ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพกรณีเสียชีวิตจากการทำงาน สิ่งสำคัญคือ แจ้งหัวหน้าหรือ HR ทันทีเมื่อเกิดเหตุในงาน และบอกโรงพยาบาลว่าเป็นการบาดเจ็บจากการทำงาน เพื่อให้นายจ้างแจ้งการประสบอันตรายตามขั้นตอน 10. วิธีเช็กสิทธิและสิ่งที่ควรทำเมื่อย้ายโรงแรม - เช็กสถานะ สถานพยาบาลตามสิทธิ และประวัติการส่งเงินสมทบได้ทางเว็บไซต์ sso.go.th แอปพลิเคชันของสำนักงานประกันสังคม หรือสายด่วน 1506 - ดูสลิปเงินเดือนทุกเดือนว่ามีการหักเงินสมทบ และตรวจในระบบว่านายจ้างนำส่งจริง - เมื่อย้ายโรงแรม นายจ้างเดิมต้องแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และนายจ้างใหม่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียน ตรวจว่าไม่มีช่วงขาดส่งนาน เพราะตามข้อมูลที่เผยแพร่ ถ้าไม่ได้ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน สถานะมาตรา 33 จะสิ้นสุดลง - ถ้าพักงานยาวและอยากคงสิทธิบางส่วน ศึกษาเงื่อนไขการสมัครมาตรา 39 กับสำนักงานประกันสังคม - ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนให้ทันกำหนด โดยทั่วไปต้องยื่นภายใน 2 ปีนับแต่วันที่เกิดสิทธิ เช็กลิสต์ประกันสังคมสำหรับพนักงานโรงแรม - รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และถูกหักเงินสมทบร้อยละ 5 ตามฐานค่าจ้าง - รู้ว่าปี 2569 เพดานค่าจ้างคือ 17,500 บาท หักสูงสุดเดือนละ 875 บาท - รู้ว่าสถานพยาบาลตามสิทธิของตัวเองอยู่ที่ไหน - รู้ว่าบาดเจ็บจากงานใช้กองทุนเงินทดแทน และต้องแจ้ง HR ทันที - ตรวจประวัติการส่งเงินสมทบในระบบอย่างน้อยปีละครั้ง - ทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินกรณีเสียชีวิต - รู้ขั้นตอนขึ้นทะเบียนว่างงานภายใน 30 วันเมื่อออกจากงาน สรุป ประกันสังคมสำหรับพนักงานโรงแรมมาตรา 33 ไม่ได้มีแค่สิทธิรักษาพยาบาล แต่คุ้มครองทั้งเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ส่วนการบาดเจ็บจากงานมีกองทุนเงินทดแทนดูแลแยกต่างหาก ปี 2569 เพดานค่าจ้างขยับเป็น 17,500 บาท เงื่อนไขและอัตราอาจมีการปรับปรุงได้ จึงควรเช็กรายละเอียดล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมที่ sso.go.th หรือสายด่วน 1506 ก่อนใช้สิทธิทุกครั้ง ใครที่กำลังมองหางานโรงแรมและงานบริการที่มีสวัสดิการชัดเจน ดูประกาศรับสมัครงานใหม่ได้ทุกวันบน hotelandjobs.com

แท็ก: #งานในโรงแรมประกันสังคมประกันสังคมพนักงานโรงแรมประกันสังคมมาตรา33สิทธิประกันสังคมกองทุนเงินทดแทนสวัสดิการโรงแรมเงินสมทบประกันสังคมพนักงานโรงแรมมือใหม่กฎหมายแรงงานทำงานโรงแรมหางานโรงแรม

บทความทั้งหมด · หางานโรงแรม